ดอกเบี้ยโลกขึ้น!! มติเอกฉันท์ 12:0 ธ.กลางสหรัฐ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี
ดอกเบี้ยโลกขึ้น!! มติเอกฉันท์ 12:0 ธ.กลางสหรัฐ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ที่ 3.75-4.00% แต่ฝั่ง ปธน.ทรัมป์ โพสต์ ไม่เห็นด้วย!! และบอกว่า ควรต่ำกว่า 1%
คณะกรรมการเฟดมีมติปรับขึ้นกรอบอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากระดับ 3.50-3.75% เป็น 3.75-4.00% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023
เฟด ระบุ ในแถลงการณ์ว่า “การดำเนินนโยบายในวันนี้จะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ได้เร็วขึ้น และคณะกรรมการจะเดินหน้ารักษาเสถียรภาพด้านราคา” เจ้าหน้าที่เฟด ส่วนใหญ่ประเมินว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้
ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนที่กรรมการครึ่งหนึ่งมองว่าควรขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเห็นว่าควรคงอัตราดอกเบี้ยไว้
ด้าน เควิน วาร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟด ยังไม่ได้เปิดเผยมุมมองด้านอัตราดอกเบี้ยของตนเอง โดยงดส่งประมาณการเป็นครั้งที่สอง ขณะเดียวกัน Warsh ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาปรับปรุง Dot Plot หรือแผนภาพที่รวบรวมการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของกรรมการ Fed แต่ละคน
สำหรับปี 2026 เจ้าหน้าที่ 12 คนคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยรวม 2 ครั้ง ขณะที่ 4 คนมองว่าจะขึ้น 3 ครั้ง และอีก 2 คนคาดว่าจะขึ้นเพียง 1 ครั้ง
ค่ากลางของประมาณการจากเจ้าหน้าที่ Fed ทั้ง 18 คน สะท้อนว่าหลังจากขึ้นดอกเบี้ยรวม 2 ครั้งในปีนี้ Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2027 ก่อนปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2028
ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ Fed ปรับประมาณการสำคัญ ดังนี้
- เงินเฟ้อทั่วไปปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3.7% จากเดิม 3.6%
- เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% จากเดิม 3.3%
- คาดว่าเงินเฟ้อจะยังไม่กลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% จนกว่าจะผ่านพ้นปี 2028
- ปรับคาดการณ์การเติบโตของ GDP ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 2.2%
- ปรับคาดการณ์อัตราว่างงานลงเป็น 4.1% จากเดิม 4.3% สอดคล้องกับระดับปัจจุบัน
ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดพบว่า เงินเฟ้อพื้นฐานเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อนหน้า เร่งตัวขึ้นจากสองเดือนก่อน และสูงกว่าระดับ 0.2% ที่เจ้าหน้าที่ Fed หลายคนมองว่าเป็นเกณฑ์สำคัญในการยืนยันว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงได้ด้วยตัวเอง
เฟด ระบุด้วยว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ราว 7 สัปดาห์ ท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้ เฟด ลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มองว่า เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากแรงกระแทกด้านอุปทานชั่วคราว ทั้งจากราคาน้ำมันและภาษีนำเข้าที่กำลังส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
โดนัลด์ ทรัมป์ เห็นต่าง เรียกร้องให้ลด! ชี้ ดอกเบี้ยไม่ควรเกิน 1%
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ "เห็นต่าง" โดยระบุว่า ให้ลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ลงเหลือ 1% หรือต่ำกว่า โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ มีเครดิตดีที่สุดในโลก และเศรษฐกิจกำลังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนใหม่ๆ
โดยทรัมป์ ระบุว่า หากสหรัฐฯ หยุดทำการค้ากับทุกประเทศที่สหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่ สหรัฐขาดดุล ซึ่งเขาระบุจะสามารถสร้างรายได้อย่างน้อย 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
พร้อมกันนี้ ทรัมป์มองว่า คำว่า “ขาดดุล” เป็นเพียงคำสวยหรูที่หมายถึง “ขาดทุน” และระบุว่าสหรัฐฯ กำลัง “แบกรับ” ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกือบทั้งหมด ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้นต่อไป
โพสต์ดังกล่าวจบด้วยการเรียกร้องให้มีการ ลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม หากมองจากสถานการณ์นโยบายการเงินล่าสุดของสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวยังห่างจากระดับที่ทรัมป์เรียกร้องอย่างมาก
ประมาณช่วง 01:00 น. ตามเวลาไทย ที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นโยบาย 0.25 % มาอยู่ที่ 3.75%-4.00% เป็นการขึ้นครั้งแรกในรอบ เกือบ 3 ปี
โดย เฟด ระบุว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และการปรับขึ้นครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ได้เร็วขึ้น
ดังนั้น ข้อความของทรัมป์สะท้อน จุดยืนที่ต้องการให้นโยบายการเงินผ่อนคลายลงอย่างมาก ขณะที่ทิศทางนโยบายของ Fed ล่าสุดยังอยู่ในฝั่งที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อเป็นหลัก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB